ต้นไม้โดนกระหน่ำด้วยภัยพิบัติ ทั้งลมพายุ น้ำท่วม ดินถล่ม ลำต้นล้มลงบนดิน
ขณะที่ล้มครืนสู่พื้นดินเปียกชื้น เพราะมันไม่เคยปะทะกับอะไรมาก่อน นอกจากโอนเอนไปตามสายลม มันรู้โดยสัญชาตญาณว่าจะไม่มีวันลุกขึ้นมาอีก ต้นไม้ร้องไห้สะอึกสะอื้น จากความเจ็บปวด ความเศร้า ความโกรธ ความผิดหวัง มันเห็นต้นไม้อื่น ๆ ยังยืนต้นอยู่ และร้องไห้ ลำต้นราบอยู่บนดิน ท่ามกลางกิ่งก้านที่แตกหักเป็นเวลานาน มันนอนนิ่ง ราวกับทำสมาธิว่าจะทำอะไรดีกับลำต้นมหึมาของมัน แล้วก็ค่อย ๆ มีหน่อเล็ก ๆ งอกขึ้นมา จากหน่อกลายเป็นกิ่งก้าน กลายเป็นกิ่งใหญ่ ชูช่อขึ้นสู่ท้องฟ้า มันพยายามฟื้นคืนสภาพ ชูกิ่งก้านขึ้นสู่อากาศ เหมือนแต่ก่อน มันทำเท่าที่ทำได้ แล้วให้เวลาทำส่วนที่เหลือ ไม่นานนัก มันค้นพบจุดหมายใหม่ เด็ก ๆ ชอบเล่น “ขี่ม้า” กับมัน หรือแสร้งทำว่ามันคือปราสาท มันกลายเป็นจุดถ่ายรูปมุมโปรด สนามเด็กเล่น ที่หลบภัย นักเดินป่าและกระรอกใช้เป็นสะพานข้ามห้วย ดังนั้นต้นไม้ได้พบชีวิตใหม่ ชีวิตที่มีความสุข ทว่าแตกต่างกันมากจากชีวิตที่เคยรู้จักมาก่อน แล้วมันก็ตระหนักว่า นี่คือลิขิตของมัน
หลังจากนั้นฝนตกบ่อยมาก ลำต้นที่ล้มยังนอนราบอยู่บนพื้น ส่วนกิ่งก้านก็ชูช่อ หญ้ามอสขึ้นปกคลุมแผลจากการล้ม เมื่อวันเวลาผ่านไป มันกลายเป็นองค์ประกอบที่งดงามและสำคัญต่อทิวทัศน์ จนถึงขั้นที่ช่างก่อสร้างพิจารณาให้เป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบสวนสาธารณะ
ต้นไม้รำลึกนึกถึงเป็นครั้งคราว ด้วยความขอบคุณสำหรับวันนั้น เมื่อโชคชะตาระบายความโมโหใส่มัน ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีวันเป็นเหมือนแต่ก่อน หรือเป็นเหมือนต้นไม้อื่น ทว่ามันอิ่มเอิบใจ โดยที่รู้ว่ามันพบตำแหน่งแห่งที่และบทบาทของมัน อนาคตของมันอยู่ในมือพระผู้สร้าง บางทีนี่อาจเป็นเรื่องราวของเราด้วยใช่ไหม ถึงแม้ว่าชีวิตเรามักจะไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย แต่ผลที่ตามมาอาจสมบูรณ์และล้ำลึกกว่า มีความหมายมากกว่า เมื่อเราให้พระเจ้าใช้ประโยชน์จากมรสุมชีวิต ตามที่พระองค์เห็นสมควร พระเจ้าได้รับชัยชนะยิ่งใหญ่ที่สุดบางส่วน จากสภาพที่ดูเหมือนความพ่ายแพ้
0 Comments
ซุปเปอร์บุ๊คพาจอย คริส และกิสโม่ ย้อนเวลากลับไปพบ “เปาโล” ชายคนหนึ่งที่กำลังเผชิญหน้ากับความทุกข์ยาก เผชิญกับภัยอันตรายครั้งแล้วครั้งเล่า แต่พระเจ้า ให้กำลังท่านเดินต่อไปและได้ช่วยเหลือผู้อื่นที่ กำลังเผชิญกับวิกฤตมืดมนที่สุดอีกด้วย บทเรียน ที่ทำให้จอยได้รับการยกชูใจช่วยงานบรรเทาทุกข์ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างเต็มกำลัง..!!
กลุ่มเด็กสาวนักโต้คลื่นมาจับกลุ่มกันในน้ำไม่ไกลจากฝั่ง เพื่อรับคำแนะนำนาทีสุดท้ายจากครูฝึก น้ำขึ้นสูงและคลื่นแรงสักหน่อย ทว่าพวกเด็กสาวออกไปกลางน้ำด้วยความอาจหาญ พร้อมกระดานโต้คลื่น ครูฝึกไม่มีกระดาน ทว่ามีแผ่นโฟมสองแผ่นเพื่อช่วยให้เธอลอยตัว เธออยู่ในน้ำเพื่อจัดท่าทางและช่วยสอนการโต้คลื่น ขณะที่เฝ้าดู ผมสังเกตว่าเด็กสาวบางคนจะพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า และโดนคลื่นซัดสาดตกกระดาน ครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าพวกเธอไม่ย่อท้อ บางคนดูเหมือนจะพอใจกับการนั่งบนกระดาน และเฝ้าดูอยู่ข้างๆ ในที่สุดเด็กสาวคนหนึ่งยืนบนกระดานได้ และแล่นมายังสระน้ำธรรมชาติใกล้จุดที่ผมนั่งอยู่ เธอหกล้มหลายครั้งก่อนหน้านั้น ทว่าในที่สุด เธอก็ทำสำเร็จ ผมปรบมืออย่างกระตือรือร้น เธอยิ้มแฉ่ง เธอทำได้แล้ว เธอมุมานะจนทำสำเร็จ การที่จะประสบความสำเร็จได้ คุณต้องล้มเหลวเป็นครั้งคราว กุญแจสำคัญคือล้มไปข้างหน้า ไม่ใช่ถอยหลัง การล้มไปข้างหน้าหมายถึงแม้ว่าเราจะล้มเหลว เราก็รู้ว่าเราใกล้ความสำเร็จมากยิ่งขึ้น เพราะความล้มเหลวนั้น เราเรียนรู้บางสิ่งที่สำคัญจากความล้มเหลว ซึ่งช่วยเราในความพยายามครั้งต่อไป ทุกคนที่เคยประสบผลสำเร็จ บางครั้งก็ล้มเหลวตามเส้นทาง ทว่าเขาไม่ยอมให้ความล้มเหลวฉุดเขาลงไป
เด็กสาวที่โต้คลื่นในน้ำก็ยอมให้ตัวเองดูงี่เง่า เมื่อพยายามทำ แต่เธอรู้ว่าความล้มเหลวคือค่าแลกเปลี่ยนของความสำเร็จ เธอมองดูความล้มเหลวในมุมมองที่ถูกต้อง ทุกครั้งที่เธอตกจากกระดาน เธอรู้ว่าใกล้ชัยชนะมากขึ้น เธอใกล้ที่จะรู้เคล็ดลับการทรงตัว เธอใกล้ที่จะควบคุมกระดานได้ และปรับปรุงตัว ในฐานะที่เป็นนักโต้คลื่น เธอล้มไปข้างหน้า
น่าเสียดายที่ว่า บางคนนั่งสบายๆ อยู่บนกระดาน แต่ไม่ยอมไปไกลกว่านั้น เขาไม่เคยทำให้ตัวเองดูงี่เง่า หรือสำลักน้ำขณะที่ตกกระดาน ทว่าเขาไม่เคยได้ลิ้มรสความสำเร็จเช่นกัน เขาไม่เคยลิ้มรสความตื่นเต้นจากการโต้คลื่นบนกระดาน ได้โลดแล่นไปสู่ฝั่งอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ดังนั้น ขอให้ยกกระดานขึ้นมาลองอีกครั้ง! สุดยอดเมื่อได้อยู่ในน้ำ คุณจะกลับบ้านด้วยความรู้สึกเติมเต็ม และหลับสบาย ถึงแม้ว่าคุณจะปวดเมื่อย เพราะตกกระดาน ตกแล้วตกอีก วันพรุ่งนี้คุณอาจยืนบนกระดานโต้คลื่นได้ไกลกว่าที่เคยนึกคิด ล้มไปข้างหลัง คือการโทษผู้อื่น การทำผิดพลาดเรื่องเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก การคาดหมายที่จะไม่มีวันล้มเหลว การคาดหมายที่จะล้มเหลวตลอดเวลา การหลับหูหลับตายอมรับธรรมเนียมที่สืบทอดมา ตีกรอบให้ตัวเองด้วยความผิดพลาดในอดีต การนึกคิดว่า “ฉันเป็นคนล้มเหลว” การล้มเลิก ล้มไปข้างหน้า กล้ารับผิดชอบ เรียนรู้จากความผิดพลาดแต่ละอย่าง รู้ว่าความล้มเหลวคือส่วนหนึ่งในแนวปฏิบัติ การคิดบวกเสมอ ท้าทายการทึกทักที่ตกยุคไปแล้ว ลองเสี่ยงทำอะไรใหม่ ... ความพากเพียร
ถ้าคุณเคยรู้สึกว่าทั้งชีวิตเหมือนถูกถอนรากถอนโคน ขอมอบกำลังใจจากต้นโอ๊กเทอร์เนอร์ ซึ่งเป็นต้นใหญ่ขนาดมหึมา สูง 16 เมตร ปลูกเมื่อปี ค.ศ. 1798 ปัจจุบันยืนตระหง่านอยู่ในสวนพฤกษศาสตร์หลวงที่เมืองคิว ทางใต้ของลอนดอน ในทศวรรษ ค.ศ. 1980 มันไม่น่าดูน่าชม และดูเหมือนจะยืนต้นตาย ต่อมาในวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1987 พายุใหญ่กระหน่ำหลายบริเวณที่สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และหมู่เกาะแชนเนล คงเป็นพายุร้ายแรงที่สุดนับแต่ปี ค.ศ. 1703 ซึ่งโค่นต้นไม้ 15 ล้านต้นทางตอนใต้ของอังกฤษ ในเวลาเพียงชั่วโมงเดียว ท่ามกลางต้นไม้ที่เคราะห์ร้าย มีต้นโอ๊กเทอร์เนอร์รวมอยู่ด้วย พายุกระชากต้นไม้ที่มีรากตื้นขึ้นมาจากพื้นดินอย่างสิ้นเชิง โดยเขย่าลำต้นอย่างแรง แล้วปล่อยให้ร่วงลงพื้น ราวกับมือขนาดยักษ์ยกแก้วไวน์จากก้านขึ้นไป แล้ววางกลับลงมาบนโต๊ะ หัวหน้าสวนรุกขชาติ โทนี่ เคิร์กแฮม รู้สึกราวกับว่าสูญเสียสมาชิกในครอบครัว “ผมเสียใจอย่างบอกไม่ถูก! ต้นไม้ที่เราดูแลมา รู้จักและคุ้นเคย ล้มเกลื่อนกลาดบนพื้นดิน” โทนี่กับเพื่อนซึ่งเป็นรุกขกรช่วยกันพยุงต้นโอ๊กขนาดมหึมากลับเข้าที่และประคองมันไว้ โดยไม่หวังอะไรมากนัก
สามปีต่อมาพวกเขาต้องทึ่งใจ ต้นโอ๊กอุดมสมบูรณ์ ตอนนั้นเองเขาต่างก็ตระหนักว่าดินรอบรากเริ่มแน่นมาก เพราะผู้คนเดินไปมา จนต้นไม้ไม่ได้รับอากาศและน้ำเพียงพอ แต่พายุเขย่าต้นไม้ทำให้ดินร่วนซุย ต้นโอ๊กจึงงอกงามอีกครั้ง
ตลอดช่วงเวลา 30 กว่าปี นับตั้งแต่เกิดพายุ ต้นโอ๊กเทอร์เนอร์ ได้เติบโตขึ้นหนึ่งส่วนสาม และดลใจวิธีการใหม่ในการดูแลต้นไม้ไปทั่วโลก รวมถึงอุปกรณ์ที่ออกแบบมาทำให้ดินร่วน โดยช่วยให้ออกซิเจน ไนโตรเจน และสารอาหารไปถึงระบบรากใต้ดิน เมื่อเราอยู่ท่ามกลางพายุเฮอร์ริเคน เราอาจไม่เข้าใจว่าเป็นไปได้อย่างไรที่จะเกิดผลดี ทว่าเมื่อพายุสงบ ชีวิตใหม่หวนกลับคืนมา บ่อยครั้งเราไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงเกิดเรื่องยุ่งยาก ในขณะที่กำลังประสบอยู่ และเรา“ปล่อยให้เส้นผมมาบังภูเขา” ทว่าเมื่อไว้วางใจวัตถุประสงค์ที่ดีของพระเจ้าในชีวิตเรา เราก็จะพบความสงบและสันติสุขในจิตใจ
วันหนึ่ง เมื่ออายุได้ 43 ปี เขาสะดุดก้อนหินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เขาบอกเล่าว่า “ผมเดินเร็วมาก พอเท้าสะดุดอะไรบางอย่าง ผมโซเซไปไกลถึงสองสามเมตร ผมต้องการรู้ต้นเหตุ ผมเคยฝันว่าสร้างปราสาท วัง หรือถ้ำ ผมอธิบายไม่ถูก... ผมไม่ได้บอกใครเพราะเกรงว่าเขาจะหัวเราะเยาะ ผมเองก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องเหลวไหล สิบห้าปีต่อมา ผมเกือบลืมความฝันนั้นไปแล้ว ผมไม่ได้นึกถึงมันเลย ผมได้รับการเตือนใจ เมื่อเท้าสะดุดก้อนหิน ผมเกือบหกล้ม ผมอยากรู้ว่าเป็นอะไร... มันเป็นก้อนหินรูปร่างแปลกมาก ผมเก็บใส่กระเป๋าไว้ เพื่อจะได้ชื่นชมตอนหยุดพัก วันรุ่งขึ้นผมกลับไปยังที่เดิม ผมเจอก้อนหินอีก เป็นก้อนหินที่งดงามกว่าก้อนแรก ผมเก็บรวบรวมไว้ทันที ผมดีใจมาก”
ในปี ค.ศ. 1896 แฟร์ดินองเกษียณ จึงอุทิศตนต่อความปรารถอันแรงกล้าของเขาอย่างสิ้นเชิง เมื่อปี ค.ศ. 1912 หลังจากทุ่มเทแรงงาน 33 ปี ในวัย 77 ปี เขาสร้างปราสาทเสร็จ ทว่างานของแฟร์ดินองยังไม่สิ้นสุด เขาเริ่มสร้างสุสานอันประณีตบรรจง ซึ่งใช้เวลาอีกแปดปี และแล้วเสร็จเมื่อเขาอายุ 86 ปี
ถ้าคุณรู้สึกว่าชีวิตคุณจำเจ ขณะที่อยู่บนเส้นทางหลายกิโลเมตร ในช่วงวันเวลาของคุณ ขอให้ระลึกถึงปราสาท Palais idéal จากวิสัยทัศน์ของบุรุษไปรษณีย์ และความอุตสาหะพยายามแบบเรียบง่าย ในการสร้างความฝันด้วยก้อนกรวดและหินทีละก้อน คุณไม่มีวันล่วงรู้ว่าจะเกิดผลลัพธ์น่าทึ่งใดบ้าง จากการสะดุดก้อนหินแปลกๆ ตามทาง ถ้าหากคุณใช้ก้อนหินที่สะดุด เป็นตัวช่วยปีนป่ายขึ้นไป คุณอาจสร้างสร้างสิ่งที่น่าทึ่งขึ้นมาก็ได้
Text courtesy of Activated magazine. Used by permission.
Image Credits: Image 1: Adapted from Wikimedia Commons Image 2: Stones by 0melapics via Freepik; background by Microsoft clipart Image 3: © Benoît Prieur / Wikimedia Commons |
Categories
All
Archives
February 2026
|
||||||||||||||||||||











RSS Feed