ต้นไม้โดนกระหน่ำด้วยภัยพิบัติ ทั้งลมพายุ น้ำท่วม ดินถล่ม ลำต้นล้มลงบนดิน
ขณะที่ล้มครืนสู่พื้นดินเปียกชื้น เพราะมันไม่เคยปะทะกับอะไรมาก่อน นอกจากโอนเอนไปตามสายลม มันรู้โดยสัญชาตญาณว่าจะไม่มีวันลุกขึ้นมาอีก ต้นไม้ร้องไห้สะอึกสะอื้น จากความเจ็บปวด ความเศร้า ความโกรธ ความผิดหวัง มันเห็นต้นไม้อื่น ๆ ยังยืนต้นอยู่ และร้องไห้ ลำต้นราบอยู่บนดิน ท่ามกลางกิ่งก้านที่แตกหักเป็นเวลานาน มันนอนนิ่ง ราวกับทำสมาธิว่าจะทำอะไรดีกับลำต้นมหึมาของมัน แล้วก็ค่อย ๆ มีหน่อเล็ก ๆ งอกขึ้นมา จากหน่อกลายเป็นกิ่งก้าน กลายเป็นกิ่งใหญ่ ชูช่อขึ้นสู่ท้องฟ้า มันพยายามฟื้นคืนสภาพ ชูกิ่งก้านขึ้นสู่อากาศ เหมือนแต่ก่อน มันทำเท่าที่ทำได้ แล้วให้เวลาทำส่วนที่เหลือ ไม่นานนัก มันค้นพบจุดหมายใหม่ เด็ก ๆ ชอบเล่น “ขี่ม้า” กับมัน หรือแสร้งทำว่ามันคือปราสาท มันกลายเป็นจุดถ่ายรูปมุมโปรด สนามเด็กเล่น ที่หลบภัย นักเดินป่าและกระรอกใช้เป็นสะพานข้ามห้วย ดังนั้นต้นไม้ได้พบชีวิตใหม่ ชีวิตที่มีความสุข ทว่าแตกต่างกันมากจากชีวิตที่เคยรู้จักมาก่อน แล้วมันก็ตระหนักว่า นี่คือลิขิตของมัน
หลังจากนั้นฝนตกบ่อยมาก ลำต้นที่ล้มยังนอนราบอยู่บนพื้น ส่วนกิ่งก้านก็ชูช่อ หญ้ามอสขึ้นปกคลุมแผลจากการล้ม เมื่อวันเวลาผ่านไป มันกลายเป็นองค์ประกอบที่งดงามและสำคัญต่อทิวทัศน์ จนถึงขั้นที่ช่างก่อสร้างพิจารณาให้เป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบสวนสาธารณะ
ต้นไม้รำลึกนึกถึงเป็นครั้งคราว ด้วยความขอบคุณสำหรับวันนั้น เมื่อโชคชะตาระบายความโมโหใส่มัน ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีวันเป็นเหมือนแต่ก่อน หรือเป็นเหมือนต้นไม้อื่น ทว่ามันอิ่มเอิบใจ โดยที่รู้ว่ามันพบตำแหน่งแห่งที่และบทบาทของมัน อนาคตของมันอยู่ในมือพระผู้สร้าง บางทีนี่อาจเป็นเรื่องราวของเราด้วยใช่ไหม ถึงแม้ว่าชีวิตเรามักจะไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย แต่ผลที่ตามมาอาจสมบูรณ์และล้ำลึกกว่า มีความหมายมากกว่า เมื่อเราให้พระเจ้าใช้ประโยชน์จากมรสุมชีวิต ตามที่พระองค์เห็นสมควร พระเจ้าได้รับชัยชนะยิ่งใหญ่ที่สุดบางส่วน จากสภาพที่ดูเหมือนความพ่ายแพ้
คุณเคยเอาก้านคื่นฉ่ายมาแช่น้ำผสมสีไหม สิ่งที่เกิดขึ้นคือก้านคื่นฉ่ายเริ่มเปลี่ยนสี เมื่อน้ำซึมเข้าไปในก้าน ต้องใช้เวลาสองวันถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ทว่าไม่นานนักก้านคื่นฉ่ายจะมีสีเดียวกับน้ำ คื่นฉ่ายซึมซับสารพิษและยาฆ่าแมลงในอากาศหรือในดินได้เร็วมากด้วย จิตวิญญาณของเราก็เช่นกัน แหล่งหล่อเลี้ยงหรือข้อมูล และสิ่งใดก็ตามที่เราเปิดรับ จะมีแรงชักจูงต่อเรา ในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลง เรามีข้อมูลท่วมท้นตลอดเวลา ผ่านอินเทอร์เน็ต ภาพยนตร์ ดนตรี หนังสือ และแน่นอนว่าผ่านผู้คนที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งต่างๆ มีแรงชักจูงต่อเราเช่นไร เป็นเรื่องที่ไม่ประจักษ์ชัดเสมอไป เหมือนกับน้ำผสมสีที่มีผลต่อคื่นฉ่าย บางสิ่งที่ดูไม่เป็นพิษเป็นภัย หรือแม้แต่ดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่ดี อาจลงเอยด้วยผลกระทบเชิงลบ บางสิ่งที่อาจน่าชื่นชมและปราศจากพิษภัย ซึ่งอาจหล่อเลี้ยงความคิด เพิ่มพูนทักษะและความรู้ ทว่าอาจไม่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณด้วยสาระที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต
นี่เองพระเยซูถึงบอกเราให้แนบสนิทกับพระองค์ เพื่อให้พระองค์เป็นแหล่งหล่อเลี้ยงเรา พระองค์มอบน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต คือน้ำชนิดเดียวที่ดับกระหายต่อจิตวิญญาณ เพลงสดุดีบทแรกกล่าวว่าผู้ที่ชื่นชมยินดีในวิถีทางของพระเจ้าและพระคำของพระองค์ “เป็นเหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ ซึ่งออกผลทุกฤดูกาล ใบไม่เหี่ยวแห้ง ทุกสิ่งที่เขาทำก็เจริญรุ่งเรือง” (สดุดี 1:3)
ขอให้เราฝังรากฐานมั่นคงอยู่ริมธารน้ำที่มอบชีวิต
|
Categories
All
Archives
March 2026
|
|||||||||||||||||||||














RSS Feed